แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัดสินใจไม่เพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมให้กับ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบสาม แม้ว่าสโมสรจากลีกวันจะยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเป็น “การแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” เพื่อช่วยพยุงสถานะทางการเงินของสโมสรขนาดเล็ก
ตามระเบียบของเอฟเอ คัพ การตัดสินใจของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้ถือว่าผิดกติกาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้กลับจุดกระแสถกเถียงในวงกว้างอีกครั้งเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของสโมสรระดับยักษ์ใหญ่ต่อโครงสร้างฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งกำลังเผชิญความเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในระดับล่างของพีระมิดฟุตบอล
บริบทของเกมและโครงสร้างรายได้เอฟเอ คัพ
การแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบสามระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับเอ็กเซเตอร์ ซิตี้ จะจัดขึ้นที่สนามเอติฮัด สเตเดียม โดยเอ็กเซเตอร์คาดว่าจะมีแฟนบอลเดินทางมาร่วมเชียร์ราว 8,000 คน และเกมนี้ถูกยืนยันว่าจะขายบัตรหมดเกลี้ยง
ตามกฎของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ รายได้จากบัตรเข้าชมจะถูกแบ่งให้ทั้งสองสโมสรฝ่ายละ 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นของสมาคมฟุตบอล (FA) ซึ่งหมายความว่าเอ็กเซเตอร์ ซิตี้ จะได้รับรายได้ก้อนสำคัญจากเกมนี้ โดยประเมินว่าอยู่ในช่วงระหว่าง 250,000 ถึง 400,000 ปอนด์
สำหรับสโมสรระดับลีกวัน ตัวเลขดังกล่าวถือว่ามีความหมายอย่างมาก เพราะสามารถนำไปใช้พยุงค่าใช้จ่ายประจำฤดูกาลได้หลายด้าน อย่างไรก็ตาม หากนำไปเปรียบเทียบกับขนาดทางการเงินของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รายได้นี้ถือว่าเล็กน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงตัวหลักของทีม มีรายงานว่ารับค่าเหนื่อยสูงถึงราว 525,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์
คำร้องของเอ็กเซเตอร์และการตอบสนองของแมนฯ ซิตี้
ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่ม supporters’ trust ของเอ็กเซเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสร ได้ออกแถลงการณ์ที่ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของทีม เพื่ออธิบายเหตุผลในการติดต่อไปยังแมนเชสเตอร์ ซิตี้
ในแถลงการณ์ดังกล่าว เอ็กเซเตอร์เน้นย้ำถึงสถานะของสโมสรที่เป็นของแฟนบอล และความเป็นจริงทางการเงินที่ยากลำบากของทีมที่บริหารโดยชุมชนแฟนบอล พร้อมระบุว่าการขอแบ่งรายได้เพิ่มเติมจะเป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์ แต่มีผลกระทบเชิงบวกอย่างแท้จริงต่อสโมสร
เอ็กเซเตอร์ชี้ว่าหากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยินยอมโอนรายได้ส่วนหนึ่งเพิ่มเติมโดยสมัครใจ นั่นจะเป็น “สัญญาณแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ที่สะท้อนถึงคุณค่าของฟุตบอลที่ยั่งยืนและการพึ่งพาซึ่งกันและกันในระบบลีกอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันว่าพวกเขาได้รับคำร้องดังกล่าวแล้ว แต่เลือกยึดตามแนวทางมาตรฐาน และไม่เพิ่มส่วนแบ่งรายได้ใดๆ นอกเหนือจากที่กฎกำหนดไว้
ภาพสะท้อนของฟุตบอลสมัยใหม่
สำหรับสโมสรระดับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ การตัดสินใจครั้งนี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของขั้นตอนและนโยบายองค์กร แต่ในอีกมุมหนึ่ง เอฟเอ คัพ มักถูกมองว่าเป็นการแข่งขันที่สะท้อนรากเหง้าและความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรทุกระดับ ตั้งแต่ทีมเล็กในลีกล่างไปจนถึงยักษ์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีก
หลายฝ่ายมองว่า แม้จะไม่มีข้อบังคับให้สโมสรใหญ่ต้องช่วยเหลือคู่แข่งจากลีกล่าง แต่การยื่นมือช่วยในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ อาจช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของความเป็นชุมชนฟุตบอลเดียวกัน ซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของเอฟเอ คัพ มาอย่างยาวนาน
สถานการณ์ทางการเงินของเอ็กเซเตอร์ ซิตี้
สถานการณ์ของเอ็กเซเตอร์ในฤดูกาลนี้ถือว่าน่าเป็นห่วง สโมสรต้องดำเนินการปลดพนักงานถึงสองระลอก ต้องพึ่งพาเงินกู้มูลค่า 600,000 ปอนด์จาก supporters’ trust และยังต้องแบกรับความเสียหายราว 100,000 ปอนด์ จากเหตุเพลิงไหม้ที่สนามเซนต์ เจมส์ พาร์ก
หากสโมสรลักษณะนี้ต้องเผชิญปัญหาการเงินอย่างต่อเนื่อง ความแข็งแรงของพีระมิดฟุตบอลอังกฤษในระยะยาวก็อาจสั่นคลอน ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบถึงระบบโดยรวม รวมถึงสโมสรระดับบนสุดอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอง
ประเด็นศีลธรรมและภาพลักษณ์ของสโมสร
การปฏิเสธครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำมุมมองของบางฝ่ายที่เห็นว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลือกแนวทางที่ถูกต้องตามกฎ แต่ตั้งคำถามในเชิงจริยธรรม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สโมสรยังอยู่ระหว่างการรอคำตัดสินเกี่ยวกับข้อกล่าวหาละเมิดกฎพรีเมียร์ลีกมากกว่า 100 กระทง
ท่าทีเช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรายได้จากตั๋วการแข่งขันเพียงนัดเดียว แต่กลายเป็นบททดสอบภาพลักษณ์ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะถูกมองในฐานะ “พลเมืองของโลกฟุตบอล” ที่มีความรับผิดชอบต่อระบบโดยรวมมากน้อยเพียงใด
ในขณะที่เกมเอฟเอ คัพ ยังคงเป็นเวทีแห่งความฝันของสโมสรเล็ก การตัดสินใจของสโมสรยักษ์ใหญ่เช่นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ย่อมถูกจับตามอง ไม่ใช่แค่ในแง่ผลการแข่งขันในสนาม แต่รวมถึงคุณค่าและจิตวิญญาณของฟุตบอลอังกฤษด้วย