ทีมชาติ เบลเยียม ตีตั๋วเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศของศึก ฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ หลังโชว์ผลงานที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มจนถึงรอบน็อกเอาต์ ภายใต้การคุมทีมของ รูดี้ การ์เซีย ทัพ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจเต็มที่ ก่อนมีคิวพบกับ ทีมชาติสเปน ในศึก 8 ทีมสุดท้ายที่นครลอสแอนเจลิส
แม้เส้นทางของเบลเยียมจะไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขัน แต่ทีมสามารถพลิกสถานการณ์และเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนเก็บชัยชนะติดต่อกันหลายนัด พร้อมกลายเป็นหนึ่งในทีมที่น่าจับตามองที่สุดของทัวร์นาเมนต์
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เบลเยียมกลับมาแข็งแกร่งคือผลงานของ โรเมลู ลูกากู กองหน้าจอมเก๋าที่สร้างอิทธิพลต่อเกมอย่างมหาศาล แม้หลายครั้งจะเริ่มต้นจากการเป็นตัวสำรองก็ตาม
นอกจากนี้ เกมรุกของเบลเยียมยังอยู่ในช่วงที่เฉียบคมอย่างมาก โดยทีมยิงได้ถึง 12 ประตูจาก 3 นัดล่าสุด ส่งผลให้พวกเขามีความมั่นใจก่อนดวลกับสเปนในรอบก่อนรองชนะเลิศ
ออกสตาร์ตไม่สวยในรอบแบ่งกลุ่ม
เบลเยียมเริ่มต้นการแข่งขันในกลุ่ม G ด้วยการเสมอ อียิปต์ 1-1 โดยประตูตีเสมอเกิดขึ้นจากจังหวะที่ลูกากูพยายามเข้าชาร์จลูกเปิดของ โธมัส มูนิเยร์ ก่อนที่ โมฮาเหม็ด ฮานี จะทำเข้าประตูตัวเอง
เกมนัดที่สอง ทีมของรูดี้ การ์เซียยังไม่สามารถคว้าชัยได้ หลังเสมอกับ อิหร่าน 0-0 อีกทั้งยังต้องเผชิญสถานการณ์ลำบากเมื่อ นาธาน เอ็นกอย ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ทำให้เบลเยียมต้องเล่นด้วยผู้เล่นเพียง 10 คนในช่วง 24 นาทีสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อเบลเยียมระเบิดฟอร์มถล่ม นิวซีแลนด์ 5-1
เลอันโดร ทรอสซาร์ด เหมาคนเดียว 2 ประตู ขณะที่ โรเมลู ลูกากู และ เควิน เดอ บรอยน์ ต่างมีชื่อบนสกอร์บอร์ด ช่วยให้เบลเยียมคว้าแชมป์กลุ่มจากผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่า
ปีศาจแดงคืนฟอร์มในรอบน็อกเอาต์
เมื่อเข้าสู่รอบแพ้คัดออก เบลเยียมแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทั้งด้านสภาพจิตใจและคุณภาพของทีม
ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย พวกเขาต้องเจอกับเกมที่ยากลำบากในการพบ เซเนกัล และตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในช่วงหนึ่งของการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม การลงสนามของลูกากูช่วยเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมอย่างชัดเจน ก่อนที่เจ้าตัวจะยิงประตูสำคัญ ขณะที่ ยูริ ตีเลอมันส์ โหม่งตีเสมอ และมายิงจุดโทษในช่วงต่อเวลาพิเศษ พาทีมพลิกกลับมาคว้าชัยได้อย่างสุดระทึก
ฟอร์มที่ดีที่สุดของเบลเยียมเกิดขึ้นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อพวกเขาเอาชนะ สหรัฐอเมริกา 4-1 ได้อย่างขาดลอย
ชาร์ลส์ เดอ เคเตลาเรอ โชว์ฟอร์มโดดเด่นด้วยการยิง 2 ประตู ส่วน ฮันส์ วานาเกน และ โรเมลู ลูกากู ช่วยกันทำคนละประตู ส่งให้เบลเยียมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศอย่างสมศักดิ์ศรี
ลูกากู ยังคงเป็นอาวุธสำคัญของเบลเยียม
แม้ในหลายเกมลูกากูจะไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง แต่ทุกครั้งที่ลงสนาม เขาสามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้เสมอ
ประสบการณ์ ความแข็งแกร่ง และความสามารถในการจบสกอร์ของดาวยิงวัยเก๋า ทำให้เกมรุกของเบลเยียมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขัน
การมีลูกากูอยู่ในสนามยังช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นแนวรุกคนอื่นอย่าง เดอ บรอยน์, เดอ เคเตลาเรอ และทรอสซาร์ด สามารถสร้างสรรค์โอกาสได้มากขึ้น ส่งผลให้แนวรุกของเบลเยียมมีความหลากหลายและอันตรายกว่าเดิม
ศึกหนักกับสเปนรออยู่ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
ด่านต่อไปของเบลเยียมคือการพบกับ ทีมชาติสเปน ซึ่งกำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2026
หากสามารถผ่านลา โรฆาไปได้ เบลเยียมจะผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 12 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการฟุตบอลเบลเยียม
สถิติในอดีตยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับทัพปีศาจแดง เพราะในศึกฟุตบอลโลกปี 1986 เบลเยียมเคยเอาชนะสเปนในการดวลจุดโทษรอบก่อนรองชนะเลิศ และผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ภารกิจครั้งนี้ถือว่ายากกว่ามาก เนื่องจากสเปนยังไม่เสียประตูเลยตลอด 6 นัด ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และมีเกมรับที่แข็งแกร่งที่สุดทีมหนึ่งของรายการ
ถึงแม้จะต้องเจอกับบททดสอบอันหนักหน่วง แต่เบลเยียมยังคงมีเหตุผลให้เชื่อมั่น ด้วยเกมรุกที่กำลังเข้าฝัก ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นจากการคว้าชัยต่อเนื่อง และการมีผู้เล่นประสบการณ์สูงอย่างโรเมลู ลูกากู, เควิน เดอ บรอยน์ และติโบต์ กูร์ตัวส์ เป็นแกนหลักของทีม
หากแนวรุกยังคงรักษามาตรฐานการทำประตูได้เหมือนในช่วงที่ผ่านมา เบลเยียมก็มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ และก้าวผ่านสเปนเพื่อทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ได้เช่นกัน