อาร์เซนอลต้องพบกับค่ำคืนแห่งความผิดหวังอีกครั้ง หลังจากพลาดโอกาสคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร เมื่อพ่ายให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (PSG) ในการดวลจุดโทษรอบชิงชนะเลิศที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี
แม้ว่าลูกทีมของ มิเกล อาร์เตต้า จะสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมมาตลอดฤดูกาล และถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมเต็งที่จะครองบัลลังก์ยุโรป แต่สุดท้ายพวกเขากลับต้องอกหักในเกมที่สำคัญที่สุดของฤดูกาล พร้อมกับสถิติหลายอย่างที่สะท้อนถึงความโชคร้ายและความเจ็บปวดของสโมสรแห่งลอนดอนเหนือ
อาร์เซนอลออกสตาร์ทได้ดี แต่ไม่สามารถปิดเกมได้
เกมนัดชิงชนะเลิศเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยมสำหรับอาร์เซนอล เมื่อ ไค ฮาแวร์ตซ์ ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 5 ส่งให้แฟนบอล “เดอะ กันเนอร์ส” เริ่มฝันถึงการคว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรก
อย่างไรก็ตาม PSG ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และสามารถกลับเข้าสู่เกมได้ในครึ่งหลัง เมื่อ อุสมาน เดมเบเล่ ยิงจุดโทษตีเสมอ 1-1 ทำให้การแข่งขันกลับมาสูสีอีกครั้ง
หลังจากนั้นทั้งสองทีมไม่สามารถหาประตูชัยได้ตลอดช่วงเวลาปกติและต่อเวลาพิเศษ 120 นาที ส่งผลให้ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษ
ท้ายที่สุด PSG แม่นยำกว่าและเอาชนะไปด้วยสกอร์ 4-3 โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือการยิงพลาดของ กาเบรียล มากัลเญส กองหลังทีมชาติบราซิล ที่ส่งบอลข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย
ฤดูกาลอันยอดเยี่ยมจบลงด้วยความผิดหวัง
สิ่งที่ทำให้ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เจ็บปวดยิ่งขึ้น คือผลงานอันยอดเยี่ยมของอาร์เซนอลตลอดเส้นทางในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2025/26
ทีมของอาร์เตต้าไม่แพ้คู่แข่งแม้แต่นัดเดียวในช่วงเวลาปกติและช่วงต่อเวลาพิเศษก่อนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
นอกจากนี้ ยังมีสถิติที่น่าสนใจว่า ตลอดทั้งรายการ อาร์เซนอลตกเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่งรวมกันเพียง 43 นาทีเท่านั้น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสม่ำเสมอของทีมตลอดฤดูกาล แต่กลับไม่เพียงพอที่จะพาพวกเขาคว้าถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรปได้
สำหรับแฟนบอลอาร์เซนอล นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนว่าฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันด้วยสถิติหรือผลงานที่ผ่านมา แต่ตัดสินกันที่ช่วงเวลาสำคัญที่สุดเพียงไม่กี่นาที
สถิติครึ่งแรกที่เคยแข็งแกร่ง กลับถูกทำลายในนัดชิง
ก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ อาร์เซนอลมีสถิติที่ยอดเยี่ยมอย่างมากเมื่อเป็นฝ่ายนำในครึ่งแรก
จากการแข่งขันทุกรายการ 117 นัดที่ผ่านมา พวกเขาแพ้เพียงแค่ 1 นัดเท่านั้นเมื่อจบครึ่งแรกด้วยการเป็นฝ่ายนำ
สถิติดังกล่าวประกอบด้วย
- ชนะ 101 นัด
- เสมอ 15 นัด
- แพ้ 1 นัด
ด้วยตัวเลขเช่นนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าอาร์เซนอลมีโอกาสสูงมากที่จะรักษาสกอร์และคว้าแชมป์ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม PSG กลับกลายเป็นทีมที่ทำลายสถิติอันแข็งแกร่งนี้ลงได้ในเกมที่สำคัญที่สุดของฤดูกาล
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนรอบชิงชนะเลิศ ทีมของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ไม่เคยชนะเลยแม้แต่นัดเดียวในฤดูกาลนี้เมื่อตกเป็นฝ่ายตามหลังในครึ่งแรก โดยมีสถิติ
- เสมอ 3 นัด
- แพ้ 5 นัด
แต่พวกเขากลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้สำเร็จในเกมนัดชิง
คำสาปยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ยังคงตามหลอกหลอน
แม้อาร์เซนอลจะพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การแข่งขันในเวทียุโรปยังคงเป็นบททดสอบที่พวกเขาไม่สามารถก้าวผ่านได้
ฤดูกาลก่อน พวกเขาหยุดเส้นทางไว้ที่รอบรองชนะเลิศ และทีมที่เขี่ยพวกเขาตกรอบก็คือ PSG เช่นเดียวกัน
ส่วนฤดูกาลนี้ แม้จะทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่สุดท้ายก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งรายเดิม
ที่น่าเจ็บปวดกว่านั้นคือ อาร์เซนอลยังคงครองสถิติเป็นทีมที่ลงเล่นในรายการ ยูโรเปียน คัพ และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก มากที่สุดโดยไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลย
ปัจจุบันพวกเขาลงสนามในรายการนี้ไปแล้วถึง 226 นัด
แต่ยังไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์แม้แต่ครั้งเดียว
สถิตินี้กลายเป็นเครื่องเตือนใจว่าการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของยุโรปยังคงเป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอีกมาก
PSG ครองเกมเหนือกว่าอย่างชัดเจน
แม้อาร์เซนอลจะต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อพิจารณาจากสถิติโดยรวมแล้ว PSG เป็นฝ่ายคุมเกมได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน
ตลอด 120 นาที อาร์เซนอลมีโอกาสยิงตรงกรอบเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
ขณะเดียวกัน พวกเขาครองบอลเฉลี่ยเพียง 24.7%
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสถิติการครองบอลต่ำที่สุดของทีมที่เข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่ฤดูกาล 2003/04 เป็นต้นมา
นอกจากนี้ ยังเป็นเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่ต่ำที่สุดของอาร์เซนอลในยุคของมิเกล อาร์เตต้า ในเกมที่มีผู้เล่นครบ 11 คนอีกด้วย
สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า PSG เป็นฝ่ายสร้างแรงกดดันและควบคุมจังหวะของเกมได้เกือบทั้งหมด
กาเบรียล กับช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืม
หนึ่งในภาพที่แฟนบอลจดจำมากที่สุดจากรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ คือจังหวะที่ กาเบรียล มากัลเญส เดินไปยิงจุดโทษภายใต้ความกดดันมหาศาล
อาร์เซนอลจำเป็นต้องยิงให้เข้าเพื่อรักษาความหวังในการกลับมา
แต่กองหลังชาวบราซิลกลับยิงบอลข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงจุดโทษข้ามคานในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่ เซอร์จินโญ่ ของเอซี มิลาน ในปี 2005
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นการรับหน้าที่ยิงจุดโทษครั้งแรกของเขาในสีเสื้ออาร์เซนอลอีกด้วย
อาร์เตต้ากระตุ้นลูกทีมให้เปลี่ยนความผิดหวังเป็นแรงผลักดัน
แม้จะพลาดแชมป์ยุโรปอย่างน่าเสียดาย แต่ มิเกล อาร์เตต้า ยังคงมองเห็นด้านบวกจากฤดูกาลนี้
อาร์เซนอลสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างชัดเจนในเวทียุโรป
กุนซือชาวสเปนเชื่อว่าความเจ็บปวดจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทีมในอนาคต
เขาย้ำว่าทีมต้องเรียนรู้จากความผิดหวัง และใช้มันเป็นแรงผลักดันเพื่อก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
อาร์เตต้ายังกล่าวชื่นชม PSG ว่าเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ณ เวลานี้ และยอมรับว่าคู่แข่งสมควรได้รับความสำเร็จจากผลงานที่แสดงออกมา
อาร์เซนอลยังมีอนาคตสดใส
แม้ความฝันในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกจะต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง แต่ด้วยขุมกำลังที่เต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อยและประสบการณ์อันล้ำค่าจากสองฤดูกาลล่าสุดในเวทียุโรป อาร์เซนอลยังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีอนาคตสดใสที่สุดในยุโรป
หากพวกเขาสามารถรักษาแกนหลักของทีมเอาไว้ พร้อมเสริมทัพในตำแหน่งสำคัญช่วงซัมเมอร์นี้ แฟนบอลเดอะ กันเนอร์ส ยังคงมีเหตุผลมากพอที่จะเชื่อว่า วันหนึ่งถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกที่เฝ้ารอมาอย่างยาวนาน จะเดินทางมาถึงเอมิเรตส์ สเตเดียมในที่สุด.