รอย คีน ตำนานกองกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยสร้างความประหลาดใจให้แฟนบอลด้วยการยอมรับว่า มี 3 มิดฟิลด์ชาวอังกฤษที่เขามองว่าเก่งกว่าตัวเอง
อดีตกัปตันทีมปีศาจแดงขึ้นชื่อเรื่องความดุดัน ความเป็นผู้นำ และความมุ่งมั่นในการเล่น เขายังเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดคว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาล 1998/99
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามให้เปรียบเทียบตัวเองกับคู่แข่งร่วมยุค คีนกลับไม่ได้เลือกยกย่องตัวเอง แต่ยอมรับฝีเท้าของ พอล สโคลส์, สตีเวน เจอร์ราร์ด และแฟรงค์ แลมพาร์ด อย่างตรงไปตรงมา
คำพูดดังกล่าวสะท้อนอีกด้านหนึ่งของอดีตกองกลางชาวไอริช ซึ่งแม้จะมีบุคลิกแข็งกร้าวในสนาม แต่กลับมีมุมมองที่ถ่อมตัวเมื่อพูดถึงความสามารถของตัวเอง
รอย คีน กับบทบาทสำคัญในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
คีนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกลางที่โดดเด่นที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและพรีเมียร์ลีก
จุดเด่นของเขาไม่ได้มีเพียงเรื่องการเข้าปะทะ แต่ยังรวมถึงความเป็นผู้นำ การอ่านเกม และความสามารถในการควบคุมจังหวะในแดนกลาง
การสวมปลอกแขนกัปตันทีมยังสะท้อนถึงความสำคัญของคีนในยุคที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จอย่างมาก
หนึ่งในผลงานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกิดขึ้นในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดสอง ฤดูกาล 1998/99
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกเอาชนะยูเวนตุส 3-2 ที่ตูริน โดยคีนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเกมของทีม
แม้จะได้รับใบเหลืองจนหมดสิทธิ์ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ แต่ผลงานของเขาในเกมดังกล่าวยังถูกจดจำในฐานะหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาลที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าทริปเปิลแชมป์
คีน ยอมรับ 3 กองกลางอังกฤษแบบไม่ลังเล
แม้จะมีความสำเร็จมากมาย แต่คีนไม่ได้มองว่าตัวเองเหนือกว่ากองกลางชื่อดังทุกคนในยุคเดียวกัน
ในการสัมภาษณ์เมื่อปี 2020 คีนถูกถามเกี่ยวกับการเปรียบเทียบตัวเองกับ 3 มิดฟิลด์อังกฤษที่เป็นคู่แข่งในยุคเดียวกัน
คำตอบของเขาค่อนข้างชัดเจน
“เมื่อคุณเปรียบเทียบผมกับผู้เล่นอย่าง สโคลส์, เจอร์ราร์ด และแลมพาร์ด พวกเขาดีกว่าผมมาก”
3 รายชื่อที่คีนพูดถึงประกอบด้วย:
- พอล สโคลส์
- สตีเวน เจอร์ราร์ด
- แฟรงค์ แลมพาร์ด
การยอมรับดังกล่าวน่าสนใจ เพราะทั้งสามคนต่างมีสไตล์การเล่นและเส้นทางอาชีพที่แตกต่างกัน
พอล สโคลส์ คู่หูร่วมความสำเร็จที่แมนยู
สำหรับสโคลส์นั้น คีนรู้จักคุณภาพของเขาเป็นอย่างดี
ทั้งสองคนเป็นสมาชิกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในยุคที่สโมสรประสบความสำเร็จอย่างสูง และมีส่วนร่วมในทีมชุดคว้าทริปเปิลแชมป์ปี 1999
สโคลส์มีจุดเด่นเรื่องการจ่ายบอล การควบคุมจังหวะ และการเล่นในพื้นที่แดนกลาง
ตลอดอาชีพกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 11 สมัย ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในระดับสโมสรของเขา
ความสัมพันธ์ระหว่างคีนกับสโคลส์จึงมีความพิเศษ เพราะทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งในตำแหน่งกองกลาง แต่ยังเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ประสบความสำเร็จร่วมกันอีกด้วย
สตีเวน เจอร์ราร์ด กับความยิ่งใหญ่ที่ลิเวอร์พูล
ชื่อที่สองคือสตีเวน เจอร์ราร์ด ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของลิเวอร์พูล
ช่วงเวลาที่เจอร์ราร์ดก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคของคีนกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยคีนอำลาโอลด์ แทรฟฟอร์ดในปี 2005
เจอร์ราร์ดมีบทบาทสำคัญในการพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปี 2005
ด้วยความสามารถทั้งการผ่านบอล การยิงไกล การสร้างเกม และความเป็นผู้นำ เขาจึงกลายเป็นหนึ่งในกองกลางที่โดดเด่นของฟุตบอลอังกฤษในยุคนั้น
แฟรงค์ แลมพาร์ด กับสถิติการทำประตู
อีกหนึ่งชื่อที่คีนยอมรับคือแฟรงค์ แลมพาร์ด
แลมพาร์ดมีเส้นทางอาชีพที่โดดเด่นกับเชลซี และเป็นหนึ่งในกองกลางที่ทำประตูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
เขาลงเล่นพรีเมียร์ลีก 609 นัด และทำได้ถึง 177 ประตู
นอกจากผลงานส่วนตัวแล้ว แลมพาร์ดยังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยกับเชลซี และมีส่วนสำคัญในทีมที่คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปี 2012
สถิติการทำประตูจากตำแหน่งกองกลางทำให้แลมพาร์ดมีโปรไฟล์ที่แตกต่างจากคีนอย่างชัดเจน
การเปรียบเทียบ 4 กองกลางยังคงน่าสนใจ
การยอมรับของคีนไม่ได้หมายความว่าบทบาทของเขาในยุคแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีความสำคัญน้อยลง
ทั้งคีน, สโคลส์, เจอร์ราร์ด และแลมพาร์ด ต่างมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน
เมื่อพิจารณาจากเส้นทางอาชีพ ทั้งสี่คนต่างมีความสำเร็จในระดับสโมสรและได้รับการยอมรับในพรีเมียร์ลีก
จุดที่น่าสนใจคือคีนเลือกประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แม้จะเป็นหนึ่งในกองกลางที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุคก็ตาม
เจอร์ราร์ดเคยมีมุมมองแตกต่างออกไป
เรื่องราวยิ่งน่าสนใจขึ้นเมื่อเจอร์ราร์ดเองก็เคยมีมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับการเปรียบเทียบกองกลางระดับตำนานเหล่านี้
นั่นทำให้การถกเถียงเกี่ยวกับคีน, สโคลส์, เจอร์ราร์ด และแลมพาร์ดยังคงเป็นหัวข้อที่แฟนฟุตบอลสามารถพูดคุยกันได้อย่างต่อเนื่อง
แต่สำหรับคีนแล้ว คำตอบของเขาชัดเจน เขายอมรับว่าเมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับสโคลส์, เจอร์ราร์ด และแลมพาร์ด เขามองว่าทั้งสามคนมีคุณภาพเหนือกว่าเขา
คำพูดดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจของตำนานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแสดงให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ในสนามไม่ได้จำเป็นต้องมาพร้อมกับการยกตัวเองเหนือคนอื่นเสมอไป