จอห์น โอบี มิเกล อดีตกองกลางระดับตำนานของเชลซี ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจของบอร์ดบริหารสโมสรที่ปลด เอ็นโซ่ มาเรสก้า ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม โดยเจ้าตัวมองว่านี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่อาจส่งผลเสียต่ออนาคตของทีมในระยะยาว
มิเกลเชื่อว่า มาเรสก้าไม่ใช่แค่โค้ชทั่วไป แต่เป็นคนที่กำลังสร้าง “ตัวตนของทีมแชมป์” ให้กับเชลซี การปลดเขาออกจากตำแหน่งในช่วงเวลาที่ทีมเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจน จึงเปรียบเสมือนการรื้อทำลายโครงสร้างที่เพิ่งเริ่มแข็งแรง
ปลดกุนซือช่วงเวลาสำคัญ จุดเริ่มต้นของปัญหา
การตัดสินใจปลดมาเรสก้าเกิดขึ้นในช่วงต้นปีใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทีมมีฟอร์มตกลงเล็กน้อย โดยชนะเพียง 1 จาก 7 นัดหลังสุด อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังที่แท้จริงกลับเป็นความขัดแย้งภายในเกี่ยวกับการจัดการสภาพร่างกายนักเตะ
รายงานระบุว่า มาเรสก้ามีความเห็นไม่ตรงกับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการโรเตชั่นนักเตะ โดยเฉพาะกรณีของ โคล พาลเมอร์ ที่มีความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ แต่กุนซือชาวอิตาเลียนยังคงเลือกใช้งานอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อสโมสรต้องส่งผู้อำนวยการฝ่ายฟิตเนสลงไปนั่งข้างสนาม เพื่อกดดันให้มีการเปลี่ยนตัวนักเตะระหว่างเกม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติในวงการฟุตบอลอาชีพ
มิเกลชี้ เชลซีพลาดโอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก
มิเกลเปิดใจผ่านพอดแคสต์ “Obi One” ว่าเขารู้สึกผิดหวังอย่างมากกับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเชื่อว่าหากให้เวลา มาเรสก้า มากกว่านี้ เชลซีมีศักยภาพเพียงพอที่จะกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง
“พวกเขาทำแบบนี้กับเอ็นโซ่ มาเรสก้า ถ้าให้เวลาเขาอีกสัก 2-3 ปี ผมเชื่อว่าเรามีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแน่นอน” มิเกลกล่าวอย่างหนักแน่น
เขายังเสริมว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ทีมสูญเสียโมเมนตัมที่กำลังสร้างไว้ และอาจกลายเป็นการถอยหลังครั้งใหญ่แทนที่จะก้าวไปข้างหน้า
“เรากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ตอนนี้มันเหมือนเราถอยหลังไปไกลกว่าเดิมถึง 10 ก้าว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
นักเตะไม่เห็นด้วย เสียงสะท้อนจากห้องแต่งตัว
ไม่ใช่แค่เสียงวิจารณ์จากอดีตนักเตะเท่านั้น เพราะภายในทีมเองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน มาร์ค กูกูเรญ่า แบ็กซ้ายของทีม ออกมายอมรับว่าการจากไปของมาเรสก้าส่งผลกระทบอย่างมากต่อบรรยากาศในห้องแต่งตัว
เขาเผยว่าความสำเร็จในรายการอย่าง ยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับผู้จัดการทีมแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“เรารู้ว่าโค้ชต้องการอะไรจากเรา การได้แชมป์ร่วมกันทำให้ทีมมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และเราพร้อมสู้เพื่อเขาเต็มที่” กูกูเรญ่ากล่าว
“การที่เขาต้องจากไป มันกระทบกับพวกเรามาก นี่คือการตัดสินใจของสโมสร แต่ถ้าเป็นผม ผมจะไม่เลือกแบบนี้” เขาย้ำ
แนะบอร์ดควรรอจบฤดูกาลก่อนเปลี่ยนแปลง
กูกูเรญ่ายังเสนอแนะว่าหากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมจริง ๆ สโมสรควรรอจนจบฤดูกาล เพื่อให้โค้ชใหม่มีเวลาเตรียมทีมอย่างเต็มที่ในช่วงปรีซีซั่น
การเปลี่ยนแปลงกลางฤดูกาลแบบนี้อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะในช่วงที่ทีมกำลังสร้างความมั่นใจและความต่อเนื่อง
เชลซีในยุคใหม่ กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
ปัจจุบัน เชลซีต้องเดินหน้าต่อภายใต้การคุมทีมของ เลียม โรเซเนียร์ แต่เงาของความสำเร็จในยุคสั้น ๆ ของมาเรสก้ายังคงตามหลอกหลอนทั้งสโมสรและแฟนบอล
คำถามสำคัญคือ การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หรือจะกลายเป็นความผิดพลาดที่ทำให้ทีมต้องเสียเวลาในการสร้างทีมใหม่อีกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ แฟนบอลเชลซียังคงเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าทีมรักของพวกเขาจะก้าวไปในทิศทางใดหลังจากนี้ ในโลกฟุตบอลที่ทุกการตัดสินใจมีความหมาย และอาจเปลี่ยนอนาคตของสโมสรได้ในพริบตา