การแข่งขันพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เดินทางเข้าสู่ช่วงชี้ชะตา เมื่อฤดูกาลใกล้ถึงเส้นชัย ทุกคะแนนที่หลุดมือไปอาจส่งผลโดยตรงต่อการลุ้นแชมป์ โดยเฉพาะสำหรับทีมที่ยังอยู่บนเส้นทางแห่งความหวัง
อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นสองสโมสรที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ ทั้งสองทีมต้องรับมือกับโปรแกรมการแข่งขันที่แน่นขนัด แต่แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามากลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต่อกุนซืออย่าง มิเกล อาร์เตต้า และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
สปอตไลต์ที่ส่องไปยังมิเกล อาร์เตต้า
ในช่วงไม่ถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสตั้งคำถามเกี่ยวกับอาร์เซน่อลเริ่มดังขึ้น หลังทีมสะดุดไม่ชนะในลีกติดต่อกันสามนัด ความสงสัยเริ่มก่อตัวว่าพวกเขามีความพร้อมมากพอหรือไม่ในการก้าวขึ้นเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างแท้จริง
แรงกดดันดังกล่าวพุ่งตรงไปที่มิเกล อาร์เตต้า กุนซือหนุ่มชาวสเปน ที่ถูกมองว่ามีวิสัยทัศน์และความทะเยอทะยานสูง แต่ยังขาดประสบการณ์ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของการลุ้นแชมป์ระดับสูงสุด
สถานการณ์ยิ่งทวีความเข้มข้น เพราะอาร์เซน่อลกำลังไล่ล่าแชมป์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งเป็นความคาดหวังที่ฝังลึกอยู่ในใจแฟนบอลมานานกว่า 20 ปี ความกดดันจึงไม่ได้มาจากผลงานในสนามเท่านั้น แต่ยังมาจากประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วย
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สะดุด แต่แรงกดดันไม่เท่ากัน
ในขณะที่อาร์เซน่อลถูกตั้งคำถาม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับเจอกับผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ความพ่ายแพ้ในศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ และการทำได้เพียงเสมอหลังจากนำท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ถึงสองประตู ทำให้ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เสียคะแนนสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม กระแสวิจารณ์ที่มีต่อกวาร์ดิโอล่ากลับไม่รุนแรงเท่าที่อาร์เตต้าเผชิญ นี่คือภาพสะท้อนถึงความแตกต่างด้าน “เครดิต” ที่ทั้งสองกุนซือได้รับจากผลงานในอดีต
ความแตกต่างของประสบการณ์และความสำเร็จ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้แรงกดดันของทั้งสองคนไม่เท่ากัน คือประวัติความสำเร็จที่ต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่เข้ารับงานคุมอาร์เซน่อลในปี 2019 อาร์เตต้าเพิ่งคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้เพียงหนึ่งสมัย
ในทางตรงกันข้าม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กวาดโทรฟี่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปแล้วถึง 16 รายการ รวมถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และทริปเปิลแชมป์ประวัติศาสตร์ในปี 2023 ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้กวาร์ดิโอล่าได้รับความเชื่อมั่น แม้ทีมจะสะดุดในบางช่วงก็ตาม
โปรแกรมตัดสินชะตาในช่วงสุดสัปดาห์
การแข่งขันในช่วงสุดสัปดาห์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลุ้นแชมป์ อาร์เซน่อลมีคะแนนนำอยู่ 6 แต้ม ก่อนเปิดสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม รับการมาเยือนของซันเดอร์แลนด์ ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องออกไปเยือนลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ในวันถัดไป
สนามแอนฟิลด์ถือเป็นบททดสอบที่หนักหนาสำหรับกวาร์ดิโอล่า โดยเขาเคยพาทีมชนะที่นั่นได้เพียงครั้งเดียวจากการคุมทีมไปเยือนทั้งหมดสิบครั้ง สถิตินี้ทำให้เกมดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการแข่งขันทั่วไป
เสียงจากนักเตะและผลกระทบต่อการลุ้นแชมป์
ตียานี ไรน์เดอร์ส กองกลางของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมรับว่าเกมกับลิเวอร์พูลมีความสำคัญอย่างยิ่ง “ใช่ เราต้องชนะ นี่คือเกมใหญ่ และเราต้องแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของเรา เราไม่สามารถพลาดได้อีกแล้ว” เขากล่าว
แม้ผลการแข่งขันที่แอนฟิลด์จะยังไม่ตัดสินแชมป์ในทันที แต่หากซิตี้พลาดท่า ขณะที่อาร์เซน่อลเก็บชัยชนะได้ตามเป้า ช่องว่างคะแนนอาจขยายออกไปจนสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้ทีมของกวาร์ดิโอล่า
การลุ้นแชมป์ที่ยังเปิดกว้าง
ทั้งอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังมีโปรแกรมให้ลงเล่นในทุกรายการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีก ฟุตบอลถ้วยในประเทศ หรือเวทียุโรป โดยทั้งสองทีมยังมีคิวดวลกันในรอบชิงชนะเลิศคาราบาว คัพ ที่สนามเวมบลีย์ในวันที่ 22 มีนาคม
การแข่งขันที่เหลืออยู่จะไม่เพียงทดสอบคุณภาพของนักเตะ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งทางจิตใจของกุนซือทั้งสองคน ว่าใครจะรับมือกับแรงกดดันได้ดีกว่า และพาทีมก้าวไปถึงเส้นชัยของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้